ประวัติขนมไทย

 

ประวัติขนมไทย มีมาร่วมหลายร้อยปี ผ่านยุกต์ผ่านสมัยของประวัติศาสตร์ชนชาติไทยจวบปัจจุบัน ขนมไทยสะท้อนวิถีวัฒนะธรรม การกิน การอยู่ ของชนชาติไทยในแต่ละยุกต์

โฆษณาจาก Google

ตามถนนหนทาง ตรอก ซอก ซอย ตลาดสด หรือแม้ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ก็ตาม ภาพคุ้นๆ สายตากับร้านขายขนมไทยหลากหลายชนิด หน้าตาสวยๆ หลากสีสัน รสชาติอร่อยๆ มีให้นักชิมได้เลือกซื้อเลือกหารับประทานอยู่เนืองนิจ ขนมไทยใช่ว่าจะเพียงจะกระตุ้นต่อมรับรสให้รับรู้ถึงความอร่อยที่ได้รับเท่านั้น แต่ยังสะท้องถึงความประณีตละเอียดลออของคนไทยอันมีมากันตั้งแต่ในอดีตจวบจนปัจจุบันในการสร้างสรรค์ประดิดประดอยเมนูขนมต่างๆ ออกมามากมาย ประวัติขนมไทยผ่านควบคู่มากับประวัติศาสตร์ของชนชาวไทย สะท้อนให้เห็นถึงวิถีวัฒนธรรม การกิน การอยู่ ของคนไทยอันมีมาตั้งแต่อดีตจวบจนสู่ปัจจุบัน

ผ่านประวัติศาสตร์มาร่วมหลายร้อยปี มีหลักหลักฐานข้อมูลบ่งชี้ให้เห็นว่าคนไทยนิยมชมชอบทานขนมกันมาช้านานแล้ว ในสมัยกรุงสุโขทัย (1781-1893) ได้มีการพูดถึงขนมไทยบางชนิดบ้างดังมีปรากฎในงานวรรณคดี “ไตรภูมพระร่วง” ขนมไทยนี่เริ่มได้รับความนิยมชมชอบกันอย่างแพร่หลายจริงๆ นี่ก็ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (1893-2310) ดังมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึง ตลาดขนม ในขณะที่บางบันทึกได้พูดถึง บ้านหม้อ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต หม้อดิน กระทะ เตา และอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับทำขนมเอาไว้อีกด้วย

ประวัติขนมไทยพูดถึงขนมไทยนี่ หลักๆ ส่วนผสม ก็จะใช้พวก แป้ง มะพร้าว กะทิ รองๆ ลงไป ก็จะเป็นพวก ผัก และผลไม้ เนื่องจากพื้นที่โดยส่วนใหญ่ของ ประเทศจะใช้ทำการเกษตรกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เรามีวัตถุดิบธรรมชาติๆ สำหรับใช้ทำขนมจึงมีอยู่มากมายสามารถหาเลือกหามาใช้กันได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมขนมไทยจึงมีถูกคิดสร้างสรรค์กันขึ้นมาอย่างหลากหลายมากมายชนิดจริงๆ

ท้าวทองกีบม้า ผู้พลิกประวัติศาสตร์ขนมไทย

บุคคลที่นับได้ว่ามีบทบาทต่อประวัติขนมไทยมากก็คือ มารี กีมาร์ เดอ ปีนา (Marie Guimar De Pinha) หรือ ตองกีมาร์ (Tanguimar) หรือที่ชาวสยามรู้จักกันดีในนาม ท้าวทองกีบม้า นั่นเอง (เข้าใจว่า ชื่อตำแหน่ง ท้าวทองกีบม้า น่าจะเพี้ยนมาจากชื่อ ตองกีมาร์ นั่นเอง) ท้าวทองกีบม้ามีมารดาเป็นลูกครึ่ง ญี่ปุ่น-โปรตุเกส  และบิดาเป็นชาวเบงกอล มีชีวิตอาศัยอยู่ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาถึง 4 รัชสมัยด้วยกันคือสมัย พระนารายมหาราชย์ สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจ้าเสือ และ สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ท้าวทองกลีบม้าได้แต่งงานเมื่ออายุ 16 ปีกับ คอนแสตนติน ฟอลคอล (Constantine Phaulkon) ชาวกรีกซึ่งได้เข้ารับราชการในแผ่นดินของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในตำแหน่ง เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ต่อมาสามีของท้าวทองกีบม้าถูกจับข้อหากบฏ ถูกเรียกตำแหน่งคืน ริบทรัพย์สิน และถูกประหารชีวิต ช่วงนี้ชีวิตของท้าวทองกีบม้าตกระกรำลำบากมาก ถูกส่งตัวเข้าไปเป็นคนรับใช้ในวัง มีหน้าที่ทำอาหารประเภทต่างๆ ส่งเข้าไปในวังตามที่กำหนด จนกระทั่งถึงรัชสมัยการครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระองค์เป็นผู้ทรงรู้ถึงคุณค่าและความสามารถของท้าวทองกีบม้าในด้านการทำข้าวปลาอาหาร พระองค์ทรงพระราชทานตำแหน่ง หัวหน้าห้องเครื่องต้น ให้แก่ท้าวทองกลีบม้า มีข้าราชบริพารเป็นหญิงไทยรับใช้ถึง 2,000 คนด้วยกัน นี่เองเป็นการพลิกประวัตศาสตร์วงการขนมไทยเลยทีเดียว ท้าวทองกีบม้าได้ถ่ายทอดศาสตร์แห่งศิลป์ในการทำอาหารแก่ข้าราชบริพารหญิงไทย ท้าวทองกีบม้าได้สร้างสรรค์ขนมไทยเมนูใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย โดยดัดแปลงมาจากเมนูขนมของชาวโปรตุเกส และเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ในสยามทดแทน หลักๆ ก็เป็นพวก แป้ง มะพร้าว กะทิ และน้ำตาล จนได้ขนมใหม่ที่มีรสชาติอร่อยๆ มากมาย นอกจากนี้ท้าวทองได้นำวิธีการทำขนมแบบโปรตุเกสที่ใช้ ไข่แดง และน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลักๆ สร้างสรรค์เมนูขนมไทยอร่อยๆ อย่างเช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง หม้อแกง สังขยา ฯลฯ ซึ่งขนมเหล่านี้ก็ยังคงได้รับความนิยมกันมาถึงปัจจุบัน

ประวัติขนมไทย กับวิถีชีวิตคนไทย

ดังที่กล่าวข้างต้นมาแล้วว่า ปัจจุบันไม่เป็นการยากนักที่จะหาซื้อขนมไทยอร่อยๆ มาทานกัน แต่นี่ช่างต่างจากในอดีตกาลอย่างสิ้นเชิง เชื่อไหมว่าในอดีตนี่เราจะทำขนมกันเฉพาะในช่วง โอกาสสำคัญๆ หรือในงานเทศกาลสำคัญๆ เท่านั้น ขนมบางอย่างจะทำกันเพียงปีละหนในแต่ละเทศกาลสำคัญๆ เท่านั้นเช่น ข้าวเหนียวแดง และขนมกาละแม จะทำกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ของคนไทยเรานั่นเอง ขนมทั้งสองนี่ต้องใช้เวลาและกำลังคนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกาละแมนี่จะต้องใช้เวลานานในการกวนแป้งกับส่วนผสมอื่นจนกระทั่งหนืดข้นได้ที่ ผู้คนซึ่งอาจจะเป็นบุคคลในหมู่บ้านเดียวกันหรืออาจจะเป็นต่างหมูบ้าน ต่างมาร่วมกันเตรียมขนมในปริมาณมากๆ นี่เป็นโอกาสอันดีที่บุคคลเหล่านี้ได้สร้างสานสัมพันธ์อันดี สร้างสามัคคีรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ขนมกาละแม ข้าวเหนียวแดง หรือจะเรียกว่าขนมแห่งความกลมเกลียวเหล่านี้ จะถูกนำไปถวายพระที่วัด แต่อย่างไรก็ตามประเพณีนี้ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนรางหายไปในปัจจุบัน

การตักบาตรเทโว งานประเพณีอันเก่าแก่ของไทยในวันออกพรรษา ซึ่งเป็นวันแรกหลังจากพระภิกษุสิ้นสุดการจำพรรษาในตลอดระยะเวลา 3 เดือน เป็นวันเฉลิมฉลองที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จไปจำพรรษา และแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเทพบุตรพุทธมารดา ซึ่งอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต แต่ลงมาฟังพระธรรมเทศนาที่ชั้นดาวดึงส์ ในช่วงเช้าตรู่พระสงฆ์หลายร้อยรูปจะเข้าแถวรับบาตร ญาติโยมจะตักบาตรด้วย ข้าวสาร อาหารแห้ง  เมนูพิเศษๆ ที่นิยมใส่บาตรในเทศกาลนี้ก็คือ ข้าวต้มลูกโยน  ซึ่งทำจาก ข้าวเหนียว กะทิ และน้ำตาล ห่อด้วยใบมะพร้าว สาเหตุที่เรานิยมถวายข้าวต้มลูกโยนก็เพื่อให้พระสงฆ์มีความสะดวกในการหิ้วพกพาเดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนายังสถานที่ต่างๆ

ในโอกาสงานมงคลต่างๆ เช่น งานทำบุญเลี้ยงพระ ขึ้นบ้านใหม่  ฯลฯ เจ้าบ้านจะนิมนต์พระมาที่บ้านเพื่อ สวดมนต์ ให้ศิลป์ ให้พร และเจ้าบ้านจะถวายเพลแต่พระสงฆ์ ซึ่งจะประกอบไปด้วย ข้าวปลาอาหาร ผลไม้ และขนมต่างๆ คนไทยมีความเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณว่า ขนมเป็นอาหารจานพิเศษสำหรับบุคคลที่นับถือ ขนมเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความรัก มีขนมหลายชนิดที่นิยมทำกันในงานพิธีมงคลต่างๆ ซึ่งมักจะมีชื่อสื่อความหมายในทางที่ดี โดยเฉพาะขนมที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย “ทอง” เช่น ทองหยิบ ทองหยอด และทองเอก เพราะคนไทยเชื่อว่าทองจะนำพาโชคลาภมาสู่ตนเอง ทองเป็นสัญลักษณ์แห่งลาภยศเงินทองและชื่อเสียง ขนมตาลจะสื่อถึงชีวิตที่สดใสราบรื่น

“ขนมสามเกลอ” เป็นขนมที่นิยมทำกันในงานแต่งงาน หลักๆ ก็ทำจากแป้งปั้นเป็นลูกกลมๆ 3 ลูกติดกัน จากนั้นจึงนำไปทอดในน้ำมัน คนไทยในอดีตนี่จะใช้ขนมสามเกลอเป็นตัวทำนายชีวิตคู่ของคู่บ่าวสาวภายหลังจากการแต่งงาน หากหลังจากการทอดขนมสามเกลอแล้วขนมทุ้ง 3 ลูกยังเชื่อมติดกันอยู่ อันนี้จะให้ความหมายว่าคู่บ่าวสาวนี้จะมีชีวิตแต่งงานที่ราบรื่น หากภายหลังการทอดมีลูกบอลลูกใดลูกหนึ่งหลุดไปจากกลุ่ม อันนี้สื่อความหมายว่าชีวิตคู่ขอคู่บ่าวสาวจะไม่มีบุตรสืบเชื้อสาย แต่หากขนมทั้ง 3 ลูกแยกจากกันหมดเลยละก็ ชีวิตคู่ของคู่บ่าวสาวดูจะดูจะไม่ราบรื่นนัก

ในอดีตขนมอาจจะใช้เป็นสิ่งสำหรับมอบให้กันและกันเพื่อแสดง ความกตัญญู ความคารพนับถือ และความปีติยินดีให้แก่ผู้รับ ขนมจ่ามงกุฎซึ่งมีลักษณะคล้ายมงกุฎสีเหลือง หลักๆ ใช้ ไข่แดง และน้ำตาลเป็นส่วนผสมในการทำ เนื่องจากคำว่า “จ่ามงกุฎ” มีความหมายค่อนข้างดี “จ่า” มีความหมายถึงหัวหน้า “มงกุฎ” เป็นสิ่งมีค่า ดังนั้นขนมจ่ามงกุฎจึงนิยมใช้เป็นของขวัญให้กับผู้ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ขนมลูกชุบที่มีรูปร่างเป็น ผัก ผลไม้ สัตว์ ต่างๆ สีสดใส น่ารักๆ มักจะเป็นขนมที่ ผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีอาวุโสกว่า มอบให้แก่ผู้น้อยหรือผู้เยาว์กว่าเพื่อแสดงความรักความเอ็นดูแก่ผู้รับ

กับประวัติขนมไทย วันเวลาผ่านไป ประเพณีบางอย่างได้เลือนรางหายไปจากสังคมไทยไปบ้าง แต่ขนมไทยทุกชนิดก็ยังอยู่คู่กับสังคมไทยไม่ลืมเลือน ด้วยรสชาติอันมีเสน่ห์ยังตรึงติดในลิ้นของผู้รับประทานเสมอๆ นี่เองเป็นเหตุผลที่ว่าขนมไทยไม่เคยตายหายจากไปจากสังคมไทย

 
 
 

0 ข้อคิดเห็น

มาแสดงข้อคิดเห็นเป็นคนแรก.

 
 

แสดงข้อคิดเห็น

 




 
 


× 8 = forty eight